หลักการบำรุงรักษาและตรวจสภาพอาวุธปืน

บทที่ 1 การตรวจความเรียบร้อยและสภาพของเครื่องกลไก

บทที่ 2 การบำรุงรักษาและการทำความสะอาดสรรพาวุธ

บทที่ 3 คำแนะนำการตรวจสภาพภายในลำกล้องปืน

บทที่ 4 กฎนิรภัยเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืน

 

หลักการบำรุงรักษาและตรวจสภาพอาวุธปืน

บทที่ 1

การตรวจความเรียบร้อยและสภาพของเครื่องกลไก

ผู้ใช้อาวุธปืนจะต้องหมั้นตรวจสภาพอาวุธปืนที่ตนใช้ประจำอยู่เสมอ ซึ่งจะนึกเสมอว่าอาวุธปืนที่ใช้ถืออยู่นั้นเป็นเพือนที่ดีต่อเมื่อได้ผจญหน้าศัตรู และอาวุธที่ใช้ทำการยิงจะต้องไม่ขัดข้องในโอกาสนั้นด้วย เหตุการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้นที่เราจะหวังผลตอบแทนอย่างได้ผล แต่ถ้าหากมีเหตุอันเป็นไปที่ท่านใช้อาวุธปืนของท่านไม่ได้ผล ก็ย่อมเป็นการเสียเปรียบต่อศัตรู อาวุธปืนที่ไม่อยู่ในสภาพเรียบร้อย เมื่อทำการยิงแล้วเกิดติดขัดขึ้น ก็เท่ากับท่านถือท่อนเหล็กไว้ในมือเท่านั้น ฉะนั้นก่อนที่ท่านจะนำอาวุธปืนไปในลักษณะใด ๆ ก็ตาม จึงควรได้พิจารณาตรวจสภาพความเรียบร้อยเสียก่อน

วิธีการตรวจ

  1. ตรวจสอบสภาพความเรียบร้อยทั่วไป ควรจะได้แบ่งขั้นของการตรวจ ดังนี้
    ก. ตรวจสภาพภายนอก
    ข.ตรวจสภาพภายใน
    ค.ตรวจสภาพชิ้นส่วนของเครื่องกลไก (ในขั้นถอด-คุมปกติ)
    ง. ตรวจสภาพการทำงานของเครื่องกลไก

    ก. ตรวจสภาพภายนอก

    -ตรวจสภาพภายนอกของปืนตั้งแต่ปากลำกล้องจนถึงพานท้าย ว่ามีส่วนใดหลวมคลอน หรือผิดสภาพเดิม หรือไม่
    - ตรวจการยึดของควงเกลียว หรือหมุดเกลียวต่าง ๆ ว่าได้ขันไว้แน่นหรือไม่ ถ้าไม่แน่นก็จัดการไขเสียให้แน่น

    ข. การตรวจสภาพภายใน
    หมายถึง การตรวจสภาพภายในลำกล้อง รังเพลิง และช่องหรือซอก ภายในตัวปืนซึ่งจะต้องสะอาด ปราศจากฝุ่นผง สนิม หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดในตัวปืน หากมีค้างคาอยู่จะต้องจัดการให้หมด

    ค. การตรวจสภาพชิ้นส่วนของเครื่องกลไก (ในขั้นการควบคุมปกติ)
    คือ การถอดเอาชิ้นส่วนต่าง ๆ ตามที่กำหนดในขั้นการถอด-คุม ปกติ ออกมาพิจารณาดูว่า ไม่มีส่วนใดผิดปกติ หรือ ชำรุด

    ง. การตรวจสภาพการทำงานของเครื่องกลไก

    สำหรับการตรวจในขั้นนี้ควรมีกระสุนหัดบรรจุ เพื่อใช้ในการทดสอบด้วย เพื่อให้ทราบว่ารอบการทำงานของปืน เป็นไปโดยไม่มีการติดขัด คือ
    - เพื่อให้ทราบว่า ปืนสามารถบรรจุกระสุนได้หรือไม่ โดยเฉพาะเครื่องกระสุน(ซองกระสุน) ที่จะต้องใช้ร่วมด้วย เพื่อให้ทราบว่าไม่มีการขัดข้อง
    - ปืนสามารถทำการปิดท้ายกระสุน ได้สนิทหรือไม่
    - ปืนสามารถทการรั้งปลอกกระสุน ได้หรือไม่
    - ปืนสามารถทำการคัดปลอกกระสุน ได้หรือไม่
    - ปืนสามารถทำการยิงทีละนัด และยิงปืนชุด ได้หรือไม่
    - ปืนสามารถทำการห้ามไก ได้หรือไม่

  2. ตรวจแรงเหนียวไก
    การตรวจแรงเหนียวไกนี้ กระทำเพื่อจะสอบหาค่าของแรงที่ใช้ในการเหนี่ยวไกปืน (เป็น กก.หรือ ปอนด์) หรือที่เรียกว่า น้ำหนักไกปืน โดยเฉพาะอาวุธปืนที่ใช้ ในราชการทหารและตำรวจ จะต้องมีน้ำหนักไกอยู่ในเกณฑ์ระหว่างที่ได้กำหนดไว้กับอาวุธปืนชนิด หรือแบบของปืน นั้น ๆ เช่น ปพ.86 อยู่ 5.5-6.5 ปอนด์

  3. ตรวจการลั่นไก
    พิจารณาถึงความยาวของปลายเข็มแทงชนวน ว่าโผล่พ้นจากหน้าลูกเลื่อนในเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ โดยทำการถอดลูกเลื่อนออกจากตัวปืน และถอดชิ้นส่วนต่าง ๆ ของลูกเลื่อนออก แล้วเอาเข็มแทงชนวนสวมไว้ที่เดิม ดันท้ายเข็มแทงชนวนไปข้างหน้าสุด ปลายเข็มแทงชนวนที่โผล่พ้นหน้าลูกเลื่อนจะต้องอยู่ในเกณฑ์ 1.7 - 2.0 มม. ถ้าสั้นกว่าที่กำหนดอาจทำการยิงแล้วไม่ลั่น ส่วนที่ยาวเกินกำหนดจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้จอกชนวนท้ายปลอกกระสุนทะลุได้เมื่อลั่นไก ซึ่งจะทำให้แก๊สรั่วไหลมาทางท้ายปลอกระสุน จะเป็นเหตุให้ความเร็วต้นลดลง

..................................................................

 

บทที่ 2

การบำรุงรักษาและการทำความสะอาดสรรพาวุธ

ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องกลไกและความแม่นยำของปืนนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษาและการทำความสะอาดเป็นส่วนใหญ่ การบำรุงรักษาและการทำความสะอาดนี้เป็นหน้าที่ของผู้ใช้โดยตรง นอกจากนั้นแล้ว ผู้บังคับบัญชาควารได้สอดส่งดูแลให้การบำรุงรักษาและการทำความสะอาดเป็นไปโดยเรียบร้อย และถูกต้องตามวิธีการด้วย เพราะเท่าที่ปรากฎมาแล้ว อาวุธปืนที่เกิดการบำรุด ก็เนื่องจากความบกพร่องในการทำความสะอาดมากกว่าจะชำรุดเพราะเกิดจากการยิง (ซึ่งเรื่องนี้ ตร. ได้มีคำสั่ง 172502 ลงวันที่ 25 มี.ค. 2502 ในประมวลระเบียบการไม่เกี่ยวกับคดี เล่ม 2 หน้า 281 ไว้)

วัสดุที่ใช้ในการทำความสะอาด

วัสดุที่กล่าวนี้ เป็นเครื่องมือและเครื่องใช้ที่จะนำไปใช้ในการทำความสะอาด ซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้ ส่วนวัสดุอื่นที่มิได้แจ้งไว้ เช่น ผ้าทราย กระดาษทราย หรือของมีความต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดรอยขูดขีดขึ้น ห้ามนำมาใช้เป็นอันขาด

1. น้ำมัน ชำระ ลำกล้อง
2. โซดาผง
3. สบู
4. น้ำ
5. น้ำมันไส
6. น้ำมันข้นปานกลาง
7. น้ำมันกัดสนิมอย่างไส
8. น้ำมันพิเศษ
9. น้ำมันทำความสะอาด
10.ไขกันน้ำ
11. ผ้า
12. แส้ (ชักลำกล้อง)

  1. น้ำมันชำระล้างลำกล้อง ใช้สำหรับ ลำกล้องหลังจากทำการยิง ซึ่งน้ำมันนี้สามารถชำระเขม่าและกากดินที่ค้างอยู่ในลำกล้อง นอกจากนั้น น้ำมันนี้ยังมีคุณสมบัติป้องกันสนิมได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งอีกด้วย
  2. โซดา (โปแตสเซีมไฮร๊อกไซด์) ใช้ผสมน้ำชำระล้างลำกล้องหลังจากทำการยิง เมื่อไม่สามารถหาน้ำมันชำระล้างลำกล้อง (ลำดับ 1) มาใช้ได้ ก่อนใช้จะต้องละลายน้ำเสียก่อน โดยใช้อัตรส่วน ดังนี้ 1 1/2 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำ 0.473 ลิตร (ควรเป็นน้ำอุ่น)
  3. สบู่ ถ้าไม่สามารถจะหาน้ำมันชำระ หรือโซดาผง ก็อาจใช้ สบู่ 30 กรัม ละลายน้ำ 1 ลิตร ใช้ชำระภายในลำกล้องหลังจาการทำการยิงแล้วได้เหมือนกัน
  4. น้ำ ควรเป็นน้ำอุ่นที่สะอาด เพื่อใช้ละลายโซดาผง หรือสบู่
  5. น้ำมันใส ใช้สำหรับการหล่อลื่นให้กับชิ้นส่วนเคลื่อนที่ และใช้ป้องกันชิ้นส่วนที่เป็นโลหะไม่ให้เป็นสินมได้ในระยะเวลาสั้นอีกด้วย
  6. น้ำมันข้นปานกลาง น้ำมันนี้มลักษณะข้นกว่าน้ำมันใ ส ใช้สำหรับชะโลมปืนในระยะเวลาสั้น ๆ แต่ได้นานกว่าน้ำมันใส เช่น วาสสลิน(ที่ใช้ทากันผิวหนังแตก)
  7. น้ำมันพิเศษ หมายถึง น้ำมันพืชอื่น ๆ ที่สามรถนำมาใช้แทนน้ำมันใสหรือน้ำมันข้นปานกลาว เมื่อขาดมือ
  8. น้ำมันป้องกันสนิม ใช้สำหรับป้องกันชิ้นส่วนที่เป็นโลหะไม่ให้เกิดเป็นสนิมได้ในระยะนาน เช่น ในกรณ๊เก็บคงคลัง หรือเตรียมขนส่ง
  9. น้ำมันทำความสะอาด น้ำมันนี้เป็นสารไวไฟ เช่น น้ำมัน ก๊าซ หรือเบ็นซิล เพื่อใช้สำหรับล้างไขข้นน้ำมันที่ทาไว้กับปืน แต่เมื่อได้ใช้น้ำมันนี้แล้ว จะต้องเช็ดให้ส่วนต่าง ๆ ให้แห้งสนิท และสะอาด มิฉะนั้น แล้วจะเป็นตัวที่ทำให้เกิดสนิมได้
  10. ไขกันน้ำ เป็นส่วนที่ใช้ทากันน้ำมิให้เปียกปืน เช่น ยกพลขึ้นบก หรือปฏิบัติงานในแหล่งที่มีน้ำจะเปียกปืนได้
  11. ผ้า ผ้านับว่าเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะใช้ในการเช็ดถูให้กับส่วนต่าง ๆ ของปืน ตลอดจนภายในลำกล้อง ฉะนั้น ควรเป็นผ้าที่สะอาดและมีขนาดพอดี โดยเฉพาะผ้าที่ใช้กับแส้ในการชำระล้างภายในลำกล้อง จำเป็นต้องให้ได้ขนาดพอเหมะากับรูของลำกล้องอย่างยิ่ง เช่น ปืนขนาดกว้างปากลำกล้อง 7.6 มม. ควรใช้ผ้า ขนาด 6x6 ซม. (36 ตารางเซนติเมตร) สอดลงในแส้ใช้แยงภายในลำกล้อง ซึ่งจะเป็นขนาดที่พอเหมาะที่สุด เป็นต้น
  12. ดอกแส้ ควรใช้ดอกแส้ที่มีขนาดพอดีกับกว้างของปากลำกล้องของปืนแต่ละชนิด ใช้ประกอบเข้ากับตัวแส้ เพื่อทำความสะอาดเขม่าหรือสนิมที่ติดอยู่ภายในลำกล้องหรือร่องเกลี่ยวของลำกล้อง
  13. แส้ โดยเฉพาะ แส้นี้เป็นเครื่องมือในการชำระภายในลำกล้อง จะมีเกลียวเพื่อนำดอกแส้มาประกอบ หรือมเกลี่ยวเพื่อประกอบกับหัวผ้าจะมีรูปขนาดพอเหมาะที่จะสอดผ้าที่ใช้ในการเช็ดถูภายในลำกล้องหรือนำเอาน้ำมันไปชโลมภายในลำกล้อง แส้นี้อาจจะใช้โลหะหรือไม้ไผ่ก็ได้ ส่วนโลหะที่ะนมาทำแส้ควารเป็นโลหะที่มีคุณสมบัติที่อ่อนกว่าเหล็ก เช่น อลูมิเนีม หรือ ทองเหลือง

 

วาระต่าง ๆ ในการทำความสะอาด

วาระในการทำความสะอาดนั้นย่อมมีได้ในโอกาสต่าง ๆ ที่สำคัญ ซึ่งพอจะประมวลได้ ดังนี้

  1. การทำความสะอาดประจำวัน
  2. การทำความสะอาดประจำสัปดาห์ หรือเดือน
  3. การทำความสะอาดเพื่อเก็บ
  4. การทำความสะอาดเพื่อรับจากคลัง
  5. การทำความสะอาดก่อนยิง
  6. การทำความสะอาดภายหลังทำการยิง

 

  1. การทำความสะอาดประจำวัน
    การทำความสะอาดประจำวันนี้ เป็นสิ่งจำเป็นในเมื่อใช้อาวุธปืนทุกวันหรื เมื่อได้นำอาวุธปืนออกจากที่ไปใช้ในวันหนึ่ง ๆ เพราะชิ้นส่วนภายนอกของปืนจะต้องได้รับการสัมผัสกับเหงื่อ ไคล ฝุ่น ง ดินทราย หรือสิ่งสกปรกอื่น ๆ ได้ การปฏิบัตินั้นควรทำ ดังนี้
    - ใช้เศษผ้าชุบน้ำพอหมาด ๆ เช็ดส่วนที่เป็นโลหะให้ทั่ว แล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดให้สะอาดและแห้งสนิท ส่วนภายในลำกล้องก็เช่นเดียวกัน จะต้องใช้ผ้าที่ได้ตัดเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัวตามขนาดดังกล่าว ติดปลรายแส้แยงหลาย ๆ ครั้ง
    - ตามรูและร่องต่าง ๆ ของปืน ควรใช้แปรงปัดหรือไม้เล็ก ๆ แคะเอาฝุ่น ผงออกให้หมด
    - ถ้าจำเป็นที่จะต้องถอดชิ้นส่วนของปืนออก ก็ให้กระทำได้เฉพาะชิ้นส่วนที่กำหนดไว้ในการถอด-คุปกติเท่านั้น
    - ห้ามมิให้ทาน้ำมันในลำกล้องและรังเพลิงมากจนเกินไป เพราะจะทำให้ความดันในรังเพลิงเกิดขึ้นสูงกว่าปกติในเวลายิง
    - เมื่อได้ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำมันทาตามผิวโลหะไว้บาง ๆ และตามส่วนเคลื่อนที่ให้มีน้ำมันหล่อลื่นไว้พอควร
    - อย่าใช้ผ้าชุบน้ำอุดไว้ที่ลำกล้อง เพราะอาจจะทำให้ในลำกล้องเป็นที่อับอากาศ ทำให้ชื้น แล้วจะบังเกิดสนิมหากทิ้งไว้ในระยะนาน ๆ และเมื่อเวลาใช้ยิงอาจจะหลงลืมเอาออก ซึ่งเป็นเหตุทำให้ลำกล้องบวม หรือ แตก ได้
  2. การทำความสะอาดประจำสัปดาห์หรือเดือน
    หมายถึง การปฏิบัติเช่นเดี่ยวกับที่กล่าวในข้อที่ 1 หากแต่อาวุธจะได้รับการตรวจจากผู้บังคับบัญชาเสียก่อน โดยทำการเช็ดแห้งตามส่วนต่าง ๆ ตลอดจนในลำกล้องและรังเพลิง เมื่อได้รับการตรวจจากผู้บังคับบัญชาแล้ว จึงจะให้ทาน้ำมันเก็บ การปฏิบัติดังกล่าวนี้ควรจะได้กระทำในระยะยหนึ่ง ไม่เกิน 1 เดือน

  3. การทำความสะอาดเพื่อเก็บ
    หมายถึง กรณีที่จะต้องเก็บปืนไว้ในระยะนาน 1 สัปดาห์ขึ้นไป ให้กระทำ ดังนี้
    ก. ถอดส่วนต่าง ๆ ของปืนในขั้นการถอดคุมปกติ แล้วเช็ดให้สะอาด เช่นเดียวกับการทำความสะอาดประจำวัน
    ข. ใช้น้ำมันข้นปานกลางชะโลมตามส่วนต่าง ๆ ให้ทั่ว ถ้าไม่ใช้ปืนนั้นนานเกินกว่า 30 วัน อาจใช้น้ำมันใสชโลมแทนก็ได้ และถ้ามีน้ำมันกันสนิมอย่างใส ก็จะสามรถป้องกันสนิมในระยะเวลา 1 ปี
    ค. การจับตัวปืนขณะที่จะชะโลมน้ำมัน ควรจะสรวมถุงมือไว้ เพื่อป้องกันเหงื่อไคล
    ง. การเก็บอย่าเก็บไว้ในที่ชื้น หรือมีภาชนิดคลุมปืนไว้ เพราะจะเป็นการวมเอาไอน้ำหรือความชื้นจากอากาศอันจะเป็นเหตุทำให้ปืนเป็นสนิมได้ง่าย

  4. การทำความสะอาดเมื่อรับจากคลัง
    การเก็บรักษาอาวุธปืนของทางเจ้าหน้าที่คลัง หมายถึง การเก็บไว้ในระยะเวลานาน ซึ่งในกรณีนี้ผู้เก็บรักษาจะต้องชะโลมด้วนน้ำมันข้น น้ำมันกันสนิม ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 3 ฉะนั้น เมื่อรับปืนจากคลังเพื่อนำมาไว้ใช้ปฏิบัติงาน จึงจำเป็นต้องชำระล้างน้ำมันต่าง ๆ ที่ได้ชะโลมไว้กับปืนออกให้หมดเสียก่อน หลังจากที่ได้เช็ดสะอาดและแห้งแล้ว จึงทาด้วยน้ำมันใสบาง ๆ ตามที่กล่าวในข้อ 1 หรือตามความเหมาะสมเกี่ยวกับระยะเวลาดังที่ได้กล่าวแล้ว

  5. การทำความสะอาดก่อนยิง
    หมายถึง ผู้ใช้ทราบล่วงหน้า เช่น การยิงเป้าประจำ ฉะนั้น จึงควรมีระยะการเตรียมการให้ถูกต้องที่สุด ให้ปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
    ก. ทำความสะอาดเช่นเดี่ยวกับ ข้อ 2
    ข. เช็ดภายในลำกล้องและรังเพลิงให้แห้งสนิท ไม่ให้มีน้ำมันเหลืออยู่เลย
    ค.ชะโลมน้ำมันให้กับส่วนเคลื่อนที่แต่อย่าให้มากจนเกินไป และทาน้ำมันกับส่วนภายนอกเพียงบาง ๆ
    ง. ขันส่วนที่ยึดด้วยหมุดและควงเกลียวให้แน่น
    จ. สิ่ง ที่ต้องระวังเป็นพิเศษก่อนยิง คือ อย่าให้มีเศษผ้าที่ทำความสะอาดหรือสิ่งอื่นค้างคาอยู่ในลำกล้องเป็นอันขาด

  6. การทำความสะอาดภายหลังการยิง
    นับว่าเป็นระยะที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าละเลยหรือทำไว้ไม่ดีแล้วย่อมจะเป็นสนิมได้ง่าย ยิ่งภายในลำกล้องและรังเพลิงจะต้องระมัดระวังให้มาก เพราะเป็นส่วนที่ได้รับเข่าของกระสุนอัดแน่นลงนผิวของเนื้อโลหะในหลอดลำกล้อง ฉะนั้น หลังจากสิ้นสุดการใช้ปืนกระบอกนั้นทำการยิงแล้วจะต้องรีบชะโลมน้ำมันทันทีที่ลำกล้องยังอุ่นอยู่ เพราะจะทำให้กากดินออกได้ง่ายเข้า ไม่ควรปล่อยทิ้งข้ามวัน

สำหรับส่วนอื่นๆ ของปืนให้ปฏิบัติ ดังนี้

ก. ถอดชิ้นส่วนขั้น ถอด-คุม ปกติ แล้วเช็ดให้แห้ง และให้พิจารณาถึงส่วนที่ได้รับการสัมผัสกับแก๊สของดินส่งกระสุน เช่น หน้าลูกเลื่อน ตำบลท้ายลำกล้อง ฯลฯ จะต้องเช็ดให้สะอาดจริง ๆ หรือใช้แปรงปัด
ข. ภายในลำกล้องและรังเพลิง จะต้องใช้น้ำมันชำระลำกล้อง น้ำมันผสมโซดา หรือน้ำสบู่ชำระล้างโดยใช้ดอกแส้ แล้วแย้งกับไปกลับมา หลาย ๆ ครั้ง แล้วนำผ้าสอดปลายแส้แยง เพื่อทำความสะอาด แย้งกับไปกลับ แล้วเปลี่ยนผ้าใหม่ จนผ้าที่แย้งไปจนผ้าดูแล้วว่าไม่มีคราบเขม่า(อย่าย้อนกลับผ้ากลางลำกล้องเพราะจำทำให้ติดแน่น)
ค. เมื่อชำระล้างภายในลำกล้องแล้ว เช็ดให้แห้งแล้วชะโลมด้วยน้ำมันไว้
ง. ให้ทำติดต่อกันถึง 3 ครั้ง (ควรจะเป็นวันละครั้ง) เพื่อให้แน่ใจว่าเขม่าที่ค้างภายในลำกล้องออกหมด โดยใช้ผ้าขาวสะอาดแห้งแยงเข้าไปในลำกล้อง เมื่อนำออกมาแล้ว จะต้องไม่มีสีเขม่าติดออกมา จึงจะเป็นการแน่ใจได้
จ. ทำน้ำมันให้กับส่วนต่าง ๆ แล้วประกอบไว้


การบำรุงรักษาและการทำความสะอาดปืนตามที่ได้กล่าวมานี้ จะเป็นผลที่ทำให้สภาพและประสิทธิภาพเกี่ยวกับขีปนะวิธีของปืนคงอยู่ตลอดไป เหตุขัดข้องหรือการชำรุดเสียหายมักจะเกิดจากเร่องขาดการบำรุงรักษา และทำความสะอาดเสียเป็นส่วนใหญ่ ผลจากการยิงกระสุนจำนวนมาก ๆ มิใช่จะเป็นข้ออ้างในการที่เกดการชำรุดไม่ จะมีเพียงก็แต่สันเกลียวลำกล้องสึกไป และการสึกหรือของส่วนเคลื่อนที่ เท่านั้น

 

...................................................................

 

 

 

 

บทที่ 3

คำแนะนำการตรวจสภาพภายในลำกล้องปืน

กล่าวโดยทั่วไป การแบ่งส่วนสำคัญของอาวุธปืนตามหลักการสร้างและเพื่อการศึกษานั้น โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 6 ส่วน คือ

  1. ลำกล้อง
  2. โครงลูกเลื่อน
  3. ลูกเลื่อน
  4. เครื่องลั่นไก
  5. เครื่องนิรภัย
  6. เครื่องเล็ง

    สำหรับ ลำกล้องนั้น
    เป็นส่วนสำคัญยิ่งในการที่จะรักษาวิถีทางที่จะให้ลูกกระสุนวิ่งไปยังที่หมายและเพื่อเป็นการที่จะให้ลูกกระสุนรักษาอาการทรงตัวในอาการทรงตัวในอากาศ โดยอาศัยเกลียวภายในลำกล้อง ฉะนั้น ความแม่นยำของอาวุธปืนย่อมขึ้นกับลำกล้องปืนที่เรียบร้อยสมบูรณ์ประกอบกับเครื่องเล็ง (ศูนย์หน้าและศูนย์หลัง) เท่านั้น นอกจากนี้ ลำกล้องยังเป็นส่วนหนึ่งที่จะให้ความปลอดภัยแก่ผู้ใช้อีกด้วย ลำกล้องจึงมีความสำคัญที่ผู้ใช้อาวุธปืนจะต้องรักษาสภาพภายในลำกล้องให้ดีเยี่ยมอยู่เสมอ ตลอดเวลา



    ความหมาย คำต่อไปนี้ เป็นลักษณะการชำรุดภายในลำกล้องปืน คือ
    1. แผลขุมสนิม หมายถึง รอยขุมของสนิมที่ลึกลงไปในเนื้อเหล็กเป็นตำบลกว้าง เมื่อได้ทำความสะอาดแล้วสนิมจะหมดไป แต่รอยขุมสนิมที่กัดเนื้อเหล็กร่อนไปนั้นจะยังปรากฏอยู่ แผลขุมสนิมนี้ โดยธรรมดาจะเกิดจากสนิมขุม วิธีป้องกันไม่ให้เกิดแผลขุมสนิมนี้ คือ ต้องทำความสะอาดลำกล้องอยู่เสมอ ๆ อย่าปล่อยให้เกิดสนิมตามผิวหน้าได้เป็นอันขาด

    2. เกลียวภายในลำกล้องขาด หมายถึง
    รอยขุมสนิมเป็นเส้นขวางสันเกลียวภายในลำกล้องปืน และกัดสันเกลียวขาดจากกัน

    3. ลำกล้องบวม หมายถึง
    ภายในลำลก้องตอนหนึ่งตอนใดโตขึ้นผิดขนาดเป็นวงรอบภายในลำกล้อง ถ้าบวมมากจะสังเกตได้จากผิวภายในอกลำกล้อง ซึ่งจะนูนสูงขึ้นมา

    4. รังเพลิงเป็นแผล หมายถึง ภายในรังเพลิงเป็นแผลขุมสนิม

    5. ลำกล้องหลวมแบบวัด หมายถึง สันเกลียวของลำกล้องสึกหรอไปตามธรรมชาติ อันเนื่องมาจากการใช้อาวุธนั้นยิงไปมาก ๆ จน ทำให้ขนาดกว้างโตขึ้นเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้

 

วิธีการตรวจลำกล้องและโครงลูกเลื่อน


ก. ในขั้นต้นให้ตรวจด้วยตาเปล่า ว่า สภาพในของลำกล้องเป็นอย่างไร กล่าวคือ มีสภาพเป็นแผลขุมสนิม เกลี่ยวภายในลำกล้องขาด ลำกล้องบวม หรือรังเพลิงเป็นแผล หรอืถ้าหากภายในลำกล้องมีสภาพเรียบร้อยปราศจากการชำรุดดังกล่าวแล้ว จึงให้ใช้แบบวัดตรวจขนาดของลำกล้องต่อไป เพื่อทราบความสึกหรอของสันเกลียวอันอาจจะเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติของการใช้อาวุธนั้นใช้ยิงไปเป็นเวลานาน ๆ การวัดให้วัดสอบตำบล คือ ส่วนเกลียวหน้ารังเพลิง และที่ปากลำกล้อง สำหรับการตรวจด้วยแบบวัดนี้เป็นหน้าที่ของ ช่างอาวุธ ซึ่งได้ผ่านการอบรมใช้แบบวัดมาแล้ว
ข. ในการตรวจขนาดของลำกล้องด้วยแบบวัด นั้น มักจะไม่เกิดปัญหาเท่าใดนัก เพราะขนาดของแบบวัดจำกัดตายตัวอยู่แล้ว หากส่วนใดผิดขนาดไปจากแบบวัดก็สามารถตัดสินได้ว่าจะอยู่ในสภาพใช้การได้หรือไม่ มากขึ้นเพราะผลการตรวจขึ้นอยู่กับความชำนาญ และวิจารณญาณของผู้ตรวจแต่ละคน ฉะนั้น เพื่อให้ผลของการตรวจสม่ำเสมอและใกลเคียงกัน ไม่ว่าผู้ตรวจจะเป็นคนเดียวกันหรือไม่ จึงให้ถือหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบสภาพภายในของลำกล้องปืนด้วยตาเปล่าดังต่อไปนี้


เกณฑ์ลักษณะภายในลำกล้องที่ใช้การไม่ได้

- แผลรอยขุมสนิม ซึ่งกินสันเกลียว และทำให้สันเกลียวผิดรูป
- แผลบนสันเกลียว หรือร่องเกลียวซึ่งใหญ่พอที่จะทำให้แก๊สรั่วได้
- แผลบนสันเกลียว หรือร่องเกลียวยาวกว่า 3/8 " (โดยประมาณ)
- แผลในรังเพลิง ซึ่งจะทำให้การถอนปลอกกระสุนยาก
- สันเกลียวขาด (เป็นเส้น) ลึกถึงร่องเกลียว ตั้งแต่หนึ่งสันเกลียวขึ้นไปหรือเที่เรียกว่า เกลียวภายนลำกล้องขาด
- สันเกลียวขาด (เป็นเส้น) ลึกไม่ถึงร่องเกลียว ตั้งแต่สองสันเกลียวขึ้นไป หรือ ที่เรียกว่าเกลียวภายในลำกล้องขาด
- ภายในลำกล้องบวม (ทุกขนาด)
- เกลียวภายในลำกล้องสึกมาก (หมายถึง โตกว่าขนาดแบบวัดที่ใช้ตรวจ)
- ลำกล้องคด



สรุปผลที่ได้จากคำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจสภาพภายในลำกล้อง


ตามคำแนะนำดังกล่าวข้างต้นเพื่อมุ่งหมายที่จะให้ผู้รับผิดชอบได้ทราบถึงผลเสียอันเกิดจากเรื่องการขาดการดูแลการปฏิบัติบำรุงรักษาและทำความสะอาดอาวุธดปืน โดยเฉพาะส่วนที่สำคัญที่สุดของอาวุธปืน ก็คือ ลำกล้องที่ผู้ใช้หรือผู้ที่รับผิดชอบจะต้องระมัดระวังให้มากที่สุด เพราะถือว่าความแม่นยำที่ถืออยุ่ในเกณฑ์ของอาวุธปืนประเภทต่าง ๆ ขึ้นอยู่ที่ลำกล้องปืน พธ. ซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนในเรื่องการจัดหาและบริการแก่หน่วยใช้ จึงจำเป็นต้องวางหลักเกณฑ์และยึดถือไว้เป็นหลักการไว้โดยสม่ำเสมอ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อทรัพย์สินของชาติ มิให้เกิดการชำรุดเสียหายและสิ้นเปลืองไปโดยใช่เหตุ

การชำรุดเสียหายของอาวุธปืนที่ประจำใน ตร. นี้ ส่วนมากแล้วเกิดขึ้นจากการ ขาดการบำรุงรักษา และการทำความสะอาด ซึ่งสืบเน่องมาจากผู้ใช้และผู้บังคับบัญชาของหน่วยต่าง ๆ ขาดการเอาใจใส่อยู่มาก

จากลักษณะการชำรุดตามที่ได้ชี้แจงไว้เพื่อให้เป็นที่ทราบกันทั่วไป ของผู้รับผิดชอบจึงได้ชี้แจงให้ทราบโดยละเอียดไว้ ตามความหมายของการชำรุดที่เกี่ยวข้องกับลำกล้องปืน จากข้อ 1 ถึงข้อ 4 จะเห็นได้ว่ามีกำเหนิดมาจากเรื่องการ ขาดการบำรุงรักษา และทำความสะอาดทั้งสิ้น ตร. ก็ได้สำนึกอยู่เสมอว่าอาจจะเป็นการขาดความกรุณาต่อผู้ใต้บังคับบัญชาชั้นผู้น้อย หากแต่ได้สำนึกถึงเรื่องระเบียบและช้อบังคับนั้น ๆ หากผู้รับผิดชอบได้ปฏิบัติตามก็คงจะไม่เป็นการที่ตนต้องตกเป็นผู้เสียหายแต่อย่างใด หน่วยทหารทั่วโลก ถึงแม้จะเป็นมหาประเทศ หรือประเทศที่เขาสามารถผลิตอาวุธปืนได้เอง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง

ข้อมูลอาวุธปืนพอสังเขป

  1. อาวุธปืน ปลย.เอ็ม 16 และอาวุธปืน ปลย.11 หากทำการยิงแล้ว ผู้รับผิดชอบไม่ทำความสะอาดอาวุธปืนดังกล่าว
    - ประมาณ 7 วัน บริเวณภายในลำกล้องจะหมอง
    - ประมาณ 15 วัน บริเวณภายในลำกล้องจะมีขุมสนิมบาง
    - ประมาณ 30 วัน บริเวณภายในลำกล้องจะเป็นขุมสนิมมาก (แต่ยังพอที่จะทำความสะอาดได้)
    - ประมาณ 1 เดือน ถึง 5 เดือน บริเวณภายในลำกล้องจะมีขุมสนิมทั่วไปถึงลึก
    - ประมาณ 6 เดือนขึ้นไป บริเวณภายในลำกล้องสันเกลียวขาด
  2. ระยะเวลาตามนี้ไม่ใช่มาตรฐาน คือ อาจจะไม่เป็นทุกกระบอก ซึ่งมีสิ่งที่ทำให้แตกต่าง คือ
    - จำนวนกระสุนที่ทำการยิง คือ ยิงน้อย หรือยิงมาก หากยิงมากโอกาสที่จะเกิดก็เร็ว และเป็นไปได้สูง
    - สถานที่เก็บรักษาขึ้นอยู่กับ ความอับชื้นของอากาศ ความเค็มของอากาศ เป็นต้น
  3. อายุการใช้งาของอาวุธปืนดังกล่าวข้างต้น จะเริ่มนับเมื่อวันที่อาวุธปืนขึ้นประจำการ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนลำกล้องใหม่ก็จะนับเริ่มต้นใหม่

 

 

 

.................................................................................

 

 

บทที่ 4
กฎนิรภัยเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืน

ข้อควรระวังในการใช้อาวุธปืน

ก่อนที่จะจ่ายกระสุนจริงให้กับผู้ใช้หรือผู้มีหน้าที่ใช้อาวุธปืน จำเป็นต้องอบรมให้ผู้ใช้ได้รู้แลละเข้าใจข้อควรระวังต่าง ๆ ในการใช้อาวุะปืนโดยตลอดแจ่มแจ้ง ความจริงควรจะได้สอนให้ผู้ใช้รู้จักกับข้อควรระวังในการใช้ปืน ดังนี้

  1. ทุกครั้งที่หยิงปืนขึ้นมา จะด้วยความประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม จงถือว่าปืนนั้นบรรจุกระสุนอยู่เสมอ อย่าเชื่อความทรงจำของตนเอง (ที่ว่าไม่มีกระสุนอยู่ในรังเพลิง) ฉะนั้น เมื่อหยิบปืนขึ้นมาถือในมือเหนือสิ่งอื่นใด จะต้องตรวจดูเสียก่อนว่า มีกระสุนค้างอยู่ในตัวปืนหรือไม่ ดังต่อไปนี้
    - ห้ามไก
    - ปลดซองกระสุนออก
    - ดึงคันรั้งลูกเลื่อนมาข้างหลัง แล้วปล่อยไปข้างหน้า 3 ครั้ง (ยกเว้นอาวุธปืนระบบการทำงานลูกเลื่อนเปิด เช่น ปืนกลมือ)
    - เมื่อคันรั้งลูกเลื่อนมาข้างหลังแล้วปล่อยไปข้าหน้า 3 ครั้ง แล้วให้ถึงคันรั้งลูกเลื่อนมาข้างหลังอีก 1 ครั้ง แล้วเปิดลูกเลื่อนมองดูในรังเพลิงว่ามีกระสุนค้างอยู่หรือไม่
  2. อย่างวางปืนไว้ในที่ ๆ ผู้หนึ่งผู้ใดจะหยิงฉวยเล่นได้โดยง่าย
  3. ถ้ามีจำเป็นจะต้องวางปืนไว้ ในที่ ๆ ผู้หนึ่งผู้ใดมาหยิบฉวยเล่นได้แล้ว ให้นำกระสุนออกจากปืนให้หมดทุกครั้ง
  4. ถึงแม้ว่าจะได้ตรวจดูแล้วว่าไม่มีกระสุนอยู่ในรังเพลิงเลยก็ตามแต่ ทุกครั้งที่ลั่นไกภายหลังจากการตรวจนั้น ให้หันปากกระบปืนขึ้นฟ้าหรือลงดินเสมอ
  5. เมื่อจำเป็นจะต้องถือปืนที่ขึ้นนกพร้อมอยู่เสมอแล้ว จะต้องห้ามไกไว้เสมอ ในเมื่อยังไม่ทำการยิงทันที
  6. อย่างหันปากกระบอกปืนไปยังผู้หนึ่งผู้ใดที่ท่านไม่ต้องการจะยิงและอว่าหันปากกระบอกปืนไปในทิศทาง ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายแก่ชีวิตหรือวัตถุได้
  7. อย่าล้อเพื่อนด้วยปืนเป็นอันขาด
  8. ห้ามยิงปืนที่ลำกล้องไม่สะอาด เช่น มีน้ำมัน ฝุ่นผง โคน หิมะหรือสิ่งอื่น ๆ อยู่ในลำกล้อง เพราะอาจทำให้ลำกล้องชำรุดแตกร้าวได้
  9. อย่าใช้ลูกกระสุนที่มีน้ำมันหรือฝุ่นผง ทำการยิง เพราะจะทำให้ความดันในรังเพลิงสูงกว่าปกติ อาจเกิดอันตรายแก่ปืนและผู้ยิงได้
  10. รังเพลิงและลำกล้องต้องเช็ดให้สะอาด และแห้งจริง ๆ ก่อนทำการยิง
  11. ก่อนทำการยิงต้องตรวจดูว่า กระสุนแห้งปราศจากน้ำมัน ห้ามใช้กระสุนชำรุดยิงเป็นอันขาด
  12. อย่าให้กระสุนตากแดดอยู่เป็นเวลานาน เพราะจะทำให้ความดันเปลี่ยนแปลง เสียผลในการยิง
................................................................................